กิจกรรม Click กระจาย ยิ่ง Click มาก ยิ่งมีสิทธิ์ลุ้น มูลค่ารวมกว่า 300,000 บาท

วันจันทร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

15 วิธีการประหยัดพลังงานให้แบตเตอร์รี่โน้ตบุ๊ก

เครื่องโน้ตบุ๊กตัวโปรดของคุณจะกลายเป็นภาระอันใหญ่หลวงทันที ถ้าหากเราต้องมัวแต่วิ่งหาปลั้กไฟเพราะว่าแบตหมดก่อนเวลาอันควรเอาซะดื้อๆ ต่อ ไปนี้จะเป็น 15 วิธีการที่เราอยากจะแนะนำ เพื่อจะทำให้เครื่องโน้ตบุ๊กของคุณสามารถประหยัดพลังงาน และใช้งานแบตเตอร์รี่ของคุณเพิ่มเติมได้อีกหลายนาที
01 O&O Defrag
1. จัดเรียงข้อมูลในฮาร์ดดิสก์อย่างสม่ำเสมอ
ฮาร์ดดิสก์เป็นจุดที่ทำงานช้าและใช้พลังงานมากที่สุดจุดหนึ่งของเครื่องโน้ต บุ๊ก ยิ่งเราสามารถทำให้ฮาร์ดดิสก์ของเราทำงานได้ไวมากขึ้นเท่าไร ความต้องการที่จะใช้พลังงานก็จะน้อยลงเท่านั้น วิธีการหนึ่งที่ทำให้เครื่องทำงานได้เต็มประสิทธิภาพอยู่เสมอ ก็คือการ Defragment หรือจัดเรียงข้อมูลในฮาร์ดดิสก์นั้นเอง โดยเฉพาะฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุนที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนั้น หัวอ่านจะต้องคอยหมุนไปตามตำแหน่งต่างๆ ในดิสก์เพื่อหาไฟล์ที่เราต้องการให้เจอ การจัดเรียงข้อมูลในฮาร์ดดิสก์จะทำให้ไฟล์เรียงกันเป็นระเบียบ และลดภาระของหัวอ่าน ทำให้ประหยัดพลังงานและยืดอายุของฮาร์ดดิสก์ออกไปด้วย สำหรับการจัดเรียงนั้นง่ายมาก เราสามารถใช้โปรแกรมของ Windows ได้เลย หรือว่าจะหาโปรแกรมอื่นๆ มาใช้งานแทนก็ได้ ซึ่งแบบหลังจะได้โปรแกรมที่มีความสามารถในการจัดเรียงมากกว่า เช่น สามารถเรียงตามไฟล์ที่ใช้งานบ่อยๆ ได้ หรือว่าจัดเรียงแบบแยกตำแหน่งให้ ตัวอย่างโปรแกรมประเภทนี้ก็เช่น O&O Defrag หรือ Diskeeper แต่เราต้องบอกไว้ก่อนว่ายิ่งฮาร์ดดิสก์มีข้อมูลมากเท่าไร ก็ยิ่งเสียเวลาในการทำนานมากขึ้นเท่านั้น
สำหรับคนใช้เครื่อง Mac การจัดเรียงข้อมูลของฮาร์ดดิสก์อาจจะไม่จำเป็นมากนักเพราะการออกแบบระบบ OS X
02 Dim Monitor
2. ลดความสว่างของหน้าจอ
โน้ตบุ๊กเกือบทุกตัวมีปุ่ม FN ที่สามารถลดความสว่างของหน้าจอได้ บางเครื่องมาพร้อมระบบปรับความเร็วของ CPU และพัดลมด้วยซ้ำ ทำให้เราสามารถประหยัดพลังงานเวลาที่ไม่ได้ต้องการความเร็วในการประมวลผล สูงๆ ดังนั้น ถ้าคุณไม่ได้ทำงานกลางแจ้งหรือสถานที่ที่ต้องสู้แสงมากๆ ลองลดความสว่างหน้าจอลงไปบ้าง ก็่ช่วยให้แบตเตอร์รี่ของคุณอยู่ได้อีกนานขึ้นเยอะ
03 CCleaner
3. ปิดโปรแกรมที่ทำงานอยู่ด้านหลังออกไปบ้าง
หากคุณเป็นคนที่ไม่ค่อยสนใจอะไรเวลาลงโปรแกรมล่ะก็ คุณจะได้โปรแกรมที่แอบทำงานอยู่เงียบๆ อยู่ข้างหลังตามมาเป็นว่าเล่น โปรแกรมพวกนี้ชอบถูกสั่งให้เปิดขึ้นมารอการใช้งานพร้อมกับ Windows ตั้งแต่แรก นั้นเป็นสาเหตุที่ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณบูตช้าลงทุกวันๆ ลองปิดทุกโปรแกรมที่คุณเห็นลงไป และลองเปิด Task Manager ขึ้นมาดู คุณอาจจะตกใจที่เห็นว่ามีโปรแกรมอะไรทำงานอยู่เต็มไปหมด ลองลบโปรแกรมที่ไม่จำเป็นออกจาก Start Folder บ้าง หรือจะใช้โปรแกรมอย่าง CCleaner ซึ่งสามารถดูได้ว่ามีโปรแกรมอะไรบ้างที่ถูกสั่งให้เปิดพร้อมกับเครื่อง ถ้าคุณไม่แน่ใจว่าโปรแกรมไหนสามารถลบได้เลย ลองสั่ง Disable ดูก่อนก็ได้ หากไม่มีปัญหาอะไรในภายหลัง คุณก็สามารถลบได้อย่างสบายใจ แค่นี้ นอกจากเครื่องจะทำงานได้ไวขึ้นแล้ว แบตยังอยู่ได้นานขึ้นด้วย ได้สองต่อเลย
04 Autosave
4. ปิดการทำงานของ Auto Save
ถ้าคุณต้องพิมพ์งานกับเอกสารเยอะๆ โดยใช้ Microsoft Word หรือ Excel แล้วล่ะก็ คุณจะเห็นว่ามีระบบ Auto Save ที่ทำงานอยู่ด้านหลังด้วย การปิดความสามารถตัวนี้จะทำให้เครื่องได้พลังงานคืนมาอีกนิดหน่อย แต่ก็ควรจะกลับมาเปิดเวลาที่แบตใกล้จะหมดแล้ว ระบบนี้เป็นระบบที่ดี การปิดในต้องแรกจะช่วยประหยัดพลังงานได้มากกว่า
05 USB
5. ดึงอุปกรณ์ภายนอกที่ไม่ได้ใช้ออก
อุปกรณ์ USB ทั้งหลายแหล่ที่คุณเสียบทิ้งไว้กับเครื่อง จะดึงพลังงานออกไปจากแบตอยู่เสมอ ไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ตาม แม้แต่เม้าส์และตัว WiFi ถ้าหากคุณไม่ได้ใช้งานก็ควรจะปิด เพื่อให้เครื่องตัดกระแสไฟออกไป หรือว่าถ้าถอดออกมาจากช่องได้ก็ควรจะถอดออกมาเลย และอย่าเผลอไปเสียบอุปกรณ์ที่สามารถชาร์ตไฟผ่านสาย USB ได้อย่างโทรศัพท์มือถือทิ้งไว้ล่ะ เพราะว่าไฟจะไล่ออกจากแบตไปจนไม่เหลืออะไรเลย
06 Ram
6. เพิ่มหน่วยความจำให้พอต่อการใช้งาน
ยิ่งเครื่องมีแรมมากพอจะให้โปรแกรมใช้เท่าไร โอกาสที่โปรแกรมจะไปใช้ Virtual Memory จะลดลง ส่วน Virtual Memory คืออะไรนั้น ถ้าพูดง่ายๆ มันคือแรมที่ถูกจำลองขึ้นมาบนฮาร์ดดิสก์เพราะว่าแรมจริงนั้นมีไม่พอที่จะใช้ ทำงาน และอย่างที่เราบอกไปในข้อแรมว่า ฮาร์ดดิสก์ทำงานช้าและใช้พลังงานเยอะมาก นอกจากเครื่องของคุณจะช้าแล้วแบตก็จะหมดไวขึ้น แต่การเพิ่มแรมจนมากเกินไปก็ไม่เป็นประโยชน์ เพราะโปรแกรมไม่สามารถดึงข้อมูลทุกอย่างไปไว้ในแรมได้อย่างเดียว เอาเป็นว่ามีให้เพียงพอก็พอเพียงแล้ว
07 Alcohol 120%
7. พยายามรันทุกอย่างจากฮาร์ดดิสก์แทน CD หรือ DVD
จริงอยู่ที่ผ่านมาเราอาจจะบอกว่าฮาร์ดดิสก์กินไฟมาก แต่แล้วทำไมถึงแนะนำแบบนี้ นั้นเป็นเพราะถ้าเทียบกับเครื่องเล่น CD / DVD แล้ว จานบินพวกนั้นนรกยิ่งกว่า นอกจากเครื่องจะค่อยๆ หมุนเพื่ออ่านข้อมูลแล้ว อัตราการส่งข้อมูลที่ช้ากว่าฮาร์ดดิสก์ ทำให้เครื่องเล่น CD / DVD เป็นตัวกินไฟยิ่งกว่า ถ้าคุณอยากจะดูหนังหรือว่าใช้ข้อมูลจากแผ่นเป็นประจำ เราขอแนะนำให้ใช้โปรแกรมทำอิมเมจของแผ่น เช่น CloneCD หรือ Alcohol 120% และเอาไฟล์ที่ได้เปิดกับไดรว์จำลองดีกว่า คุณจะได้ทั้งความเร็วที่เพิ่มขึ้นหลายเท่า ช่วยประหยัดแบตเตอร์รี่ และรักษาสภาพหัวอ่านมากกว่าด้วย


08 Battery
8. ทำความสะอาดแบตเตอร์รี่ของคุณบ้าง
ลองถอดแบตเตอร์รี่ออกมาทำความสะอาดบ้าง โดยเฉพาะจุดที่เป็นขั้วโลหะที่เอาไว้สัมผัส การทำความสะอาดบริเวณนั้นจะทำให้การส่งไฟมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่อย่าเอาน้ำยาอะไรไปเช็ด เพราะว่าถ้าเส้นโลหะบริเวณนั้นหายไป คุณได้ซื้อแบตใหม่แน่ๆ
9. ดูแลรักษาแบตเตอร์รี่ให้ถูกต้อง
การชาร์ตแบตที่ดีไม่ควรจะปล่อยให้ไฟไหลเข้าไปจนเต็มแล้วก็แช่ทิ้งเอาไว้ อย่างนั้น ซึ่งปกติเราก็มักจะทำกัน เราควรจะตัดไฟออกเพื่อให้แบตเตอร์รี่ได้ทำงานเต็มๆ บ้าง และทำแบบนี้ทุกๆ สองถึงสามอาทิตย์ สำหรับแบตรุ่นใหม่ๆ ที่เป็น Li-On อย่าปล่อยให้แบตหมดจนไม่เหลือประจุเลย ถ้าหากอยู่ที่บ้านเราแนะนำให้หาปลั้กกันไฟกระชาก และเสียบทำงานโดยถอดแบตออกดีกว่า จะเป็นการยืดอายุการใช้งานแบตที่ดีมากๆ
09 Hibernate
10. Hibernate แทนการ Standby
เครื่องทั่วไปมักจะตั้งโหมด Standby เอาไว้เป็นหลัก ทำให้ช่วยเราประหยัดไฟได้ระดับหนึ่ง ถ้าหากว่าเราออกไปธุระที่ไหนนานๆ แต่ว่าถ้าเป็นไปได้ก็ควรจะใช้ Hibernate มากกว่าเพราะเครื่องคอมของเราจะได้รับการตัดไฟออกไปจริงๆ ส่วนโปรแกรมต่างๆ ก็ไม่จำเป็นต้องปิดด้วย เพราะว่าทุกอย่างที่ทำก่อนเข้าโหมด Hibernate จะถูกบันทึกไว้ในฮาร์ดดิสก์ที่มีการสำรองไว้แล้ว แต่เราก็ไม่แนะนำให้ทำบ่อยครั้งติดๆ กันเกินไป เพราะ Windows และโปรแกรมต่างๆ ก็ควรได้รับการรีสตาร์ตเพื่อให้มันทำงานได้เต็มประสิทธิภาพด้วยเช่นกัน
10 Temperature
11. พยายามรักษาอุณหภูมิให้ต่ำ
เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกประเภทจะทำงานได้ดีในอุณหภูมิต่ำๆ ดังนั้น การลงทุนซื้อแผ่นรองโน้ตบุ๊กที่เหมาะกับเครื่องที่คุณมีก็เป็นการลงทุนที่ คุ้มค่า และจะดียิ่งกว่านั้นถ้าตอนที่ซื้อเครื่อง คุณขอร้านมองดูใต้เครื่องก่อนเลยว่ามันมีช่องระบายอากาศเยอะพอไหม เพราะถ้าหากคุณซื้อเครื่องที่ไม่มีช่องระบายอากาศมาเลย ก็คงจะต้องเปิดฝาเล่นกันบ้างล่ะ
12. ปรับแต่งระบบ Power Option
วิธีการที่จะช่วยประหยัดพลังงานได้อีกคือ เข้าไปที Control Panel จากนั้นเปิด Power Option และปรับแต่งการตั้งค่าให้เหมาะกับพฤติกรรมการใช้งานของคุณ เช่น ถ้าคุณทำงานออฟฟิตและต้องลุกไปไหนมาไหนบ่อยๆ การตั้งเวลาให้จอปิดภายใน 1 – 3 นาทีเลย ก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล เพราะนอกจากมันจะช่วยประหยัดพลังงานแล้ว มันเป็นเรื่องของความปลอดภัยในข้อมูลด้วย
11 Work
13. อย่าทำงานพร้อมกันหลายๆ อย่าง
ถ้าอยากให้แบตอยู่ได้นานๆ ก็พยายามลดการเปิดโปรแกรมหลายๆ อย่าง ให้ทำงานไปพร้อมกัน เช่น เปิด Microsoft Word เพื่อรอพิมพ์งานขณะที่แชทกับเพื่อนผ่าน MSN ระหว่างปลูกผักใน Facebook และฟังเพลงไปเพลินๆ เราของบอกสั้นๆ ว่า เลือกเอาสักอย่าง
14. จัดลำดับความสำคัญของงาน
อย่างที่รู้ๆ กันว่าการพิมพ์เอกสารกหรือดูอีเมล์ ใช้พลังงานน้อยกว่าการเล่นเกมหรือดูหนังจากแผ่น DVD ดังนั้น ถ้าในแต่ละวัน คุณสามารถชาร์ตแบตไปจากบ้านได้ครั้งเดียว ลองคิดดูก่อนว่ามีงานอะไรที่สำคัญที่สุด พยายามลดการทำอย่างอืนที่ไม่จำเป็นกับเครื่องลง นอกจากประหยัดพลังงานแล้วคุณยังได้เรียนรู้การจัดระเบียบให้ตัวคุณเองด้วย แม้ว่าคุณจะอายุปูดนี้แล้วก็ตาม
12 Notebook
15. หาเครื่องใหม่ที่เหมาะกับคุณมากกว่า
เครื่องโน้ตบุ๊กมีการออกแบบให้แตกต่างไปตามกลุ่มผู้ใช้ ถ้าคุณอยากได้แบตยาวๆ และเบา ก็น่าจะลองมองหาเครื่องที่ใช้หน่วยประมวลผลที่กินไฟน้อย หรือเครื่องที่ให้แบตเตอร์รี่เยอะกว่าปกติ แต่ต้องยอมรับอยู่อย่างหนึ่งว่า เครื่องที่ประหยัดพลังงานมากๆ มักจะช้ากว่าปกติด้วย ดังนั้น ขอให้คุณเลือกเครื่องให้ดีก่อนตัดสินใจซื้อละกัน ถ้านึกอะไรไม่ออกลองเข้ามาดูใน www.notebookspec.com ก็ได้นะครับ

การเสียบ Adapter และการเสียบ Port ต่าง ๆ อย่างปลอดภัยและถูกต้อง

ต่อยอดจากบทความที่แล้วที่พูดถึงให้เรื่องของ การเปิดหน้าจอ LCD Notebook อย่างถูกวิธีทำอย่างไร

ในบทความนี้ก็จะเป็นอีก 1 บทความที่จะช่วยยึดอายุให้เครื่อง Notebook ของท่าน และฝึกนิสัยให้ท่านเคยชิน คนส่วนใหญ่มักแต่หวังที่จะพึ่งพาแต่ยี่ห้อ ว่ารุ่นนั้น รุ่นนี้ทน แต่ไม่มียี่ห้อไหนหรอกครับที่จะทนทาน และ ไม่มีข้อเสีย ดังนั้นมาเรียนรู้การใช้ Notebook อย่างถูกวิธีกันดีกว่า
Adapter
เริ่มจากการใช้ Adapter เวลาที่ท่านเสียบตัว Adapter บางครั้งท่านจะได้ยินเสียงเหมือนไฟฟ้าสถิต แต่ก็คิดว่าไม่มีปัญหาอะไรกับตัว Notebook สาเหตุนี้ล่ะครับที่ทำให้ Notebook ของท่านเปิดไม่ติด หรือ มีอาการอย่างที่ทำให้เครื่องของท่านไม่สามารถใช้งานได้
clip_image002
ขั้นตอนแรกให้คุณนำสายไฟของตัว Adapter เสียบงปลั๊กบ้านให้เรียบร้อยก่อนที่จะนำอีก 1 หัวมาเสียบที่ตัว Adapter
clip_image004
ขั้นตอนต่อมาก็ให้ท่านนำของ Adapter มาเสียบเข้ากับตัว Notebook ได้เลยครับเท่านี้ก็จะช่วยลดปัญหาไม่ให้ไฟกระชากเข้ามาที่ตัวเครื่อง Notebook ของท่านแล้ว ฝึกให้เป็นนิสัยครับ แล้วมันจะอยู่กับคุณไปอีกนานแสนนาน
VGA Port
การเสียบ Port VGA อย่างถูกวิธี และ ปลอดภัยจากการแตกหัก และ อาจจะส่งผลให้ตัวเครื่อง Notebook ของท่านสิ้นสุดประกันลงได้ วิธีการเสียบไม่ยากครับ แค่ตั้งใจและดูให้ดีว่าหัน Port ถูกด้านหรือเปล่า ถ้าหันผิดมันจะไม่เข้า และ ก็ไม่ต้องฝืนมันใจเย็น แค่นั้นก็ไม่หักแล้วครับ
clip_image006
ใช้มือใดก็ได้ตามความถนัดจับไปที่ Notebook ดังรูป จากนั้นใช้อีกมือจับไปที่สายสัญญาณ VGA แล้วเสียบเข้าไปตรง ๆ ครับเท่านี้ก็ไม่เสี่ยงแล้วเพราะถ้าเกิดว่าหักจริง ๆ ต้องเปลี่ยน เมนบอร์ดอย่างเดียวครับไม่สามารถซ่อมได้ มันจะทำให้เมนบอร์ดด้านในหักขาด คิดดูว่าจะต้องใช้เงินมากแค่ไหนเพื่อจะให้ Notebook ที่คุณรักกลับเหมือนเดิม
clip_image008
เวลาที่คุณจะถอตสายสัญญาณออก คุณก็เพียงแค่จับที่ตัว Notebook ให้แน่นแล้วก็ดึงสายออกตรง ๆ อย่าโยกไป โยกมานะครับ เดียวจะหักด้วยเช่นกัน

USB
ปิดท้ายด้วยเรื่องของ USB ที่ชอบมีปัญหากันมากที่สุดเพราะว่าเป็นอุปกรณ์ Hard Ware ที่ใช้บ่อยที่สุด และ คนส่วนใหญ่ใช้แบบขอไปทีแค่ให้ติดเป็นใช้ได้ คิดจะอยากจะเสียบก็เสียบ อยากจะถอดก็ถอด ปัญหาเรื่อง Port USB หลวมก็จะตามมา วิธีการใช้งานที่ดีดูได้จากภาพต่อไปนี้
clip_image010
เวลาที่คุณจับตัว USB ที่ไม่ใช่แค่ Flash Drive จะเป็น Air Card หรืออะไรก็แล้วแต่ ให้คุณจับด้านข้างของตัว USB เล็งให้ถูกว่าช่องว่างอยู่ด้านบนหรือด้านล่าง แล้วเสียบเข้าไปตรง ๆ ถ้าของใหม่ก็อาจจะแข็งหน่อยแต่ก็ดีแล้วเสียบเข้าไปตรง ๆ มันก็เข้าเช่นกัน เวลาที่คุณถอดออกแนะนำให้คุณปลด USB ที่ตัว Windows ให้เรียบร้อยก่อนนะครับจากนั้นถึงจะมาดึงออกได้เพราะการปลดมันเป็นผลดีต้อ USB ที่คุณใช้ด้วย จากนั้นก็ดึงออกตรง ๆ ห้ามโยกออกนะครับ จะทำให้ตัว USB หลวมได้ หรือถ้าโชคไม่ดีก็อาจจะหักได้ครับ
ETC Port
clip_image012
พอร์ตอื่นๆไม่ว่าจะเป็น HDMI ,E-Sata ไมค์ หูฟัง ก็ใช้หลักการเดียวกับการใช้งานพอร์ต USB นะครับ คือเล็งให้ถูกด้านก่อนว่ารอยบากหรือรอยเว้าของพอร์ตอยู่ตรงไหน และจะใส่หรือถอดออกนั้นจับให้ถนัดใส่โดยการดันเข้าไปตรงๆ รวมถึงการถอดก็ดึงออกมาตรงๆโดยไม่ต้องโยกซ้ายขวาเพื่อให้ถอดได้ง่าย ซึ่งจะทำให้พอร์ตหลวมหรือเสียได้เลย
หวังว่าทิปง่ายๆนี้คงจะเป็นประโยชน์กับหลายๆท่านจะได้รักษาโน้ตบุ๊กให้อยู่กับเราไปนานๆนะครับ

บทความอื่นๆ>>>http://www.notebookspec.com

เปิดหน้าจอ LCD Notebook เอาสะดวก อาจจบชีวิตโน้ตบุ๊กของท่านได้

ในบทความก็อีก 1 บทความที่ผมจะขอนำเสนอเกี่ยวกับการดูแลรักษา และวิธีใช้งานของ Notebook อย่างถูกวิธี

ของทุกอย่างต้องมีการเสียเป็นปกติ แต่เราก็ต้องรู้จักใช้ รู้จักรักษา ไม่ใช่ว่าจะใช่อย่างเดียว คนส่วนใหญ่ที่ใช้ Notebook คือ อยากมี อยากได้ แต่พอเวลาที่มันเสียขึ้น เกิดปัญหาคือไม่อยาก ซ่อม และราคาซ่อมมันก็มาก ถ้ายิ่งไปเจอร้านที่ฟันกำไรอย่างเดียวก็มีแต่ เสีย กับ เสีย ในวันนี้ผมขอสาธิต การเปิด บานพับอย่างถูกวิธี และ ช่วยยึดอายุได้นานกว่าที่ทุก ๆ ท่านเคยทำมาแน่นอนครับ
ตัวอย่างดังต่อไปนี้ผมจะสาธิตโดยใช้เครื่อง Notebook ยี่ห้อ HP รุ่น dv2000
clip_image002
การเปิดบานพับจอ LCD อย่างถูกต้องมี 2 ลักษณะ
clip_image004
ลักษณะที่ 1 ใช้มือทั้ง 2 จับไปที่ตัว Notebook ดังรูป ตามความถนัด แต่การจับที่จอ LCD จะต้องอยู่ตรงกึ่งกลาง ของจอ LCD เท่านั้น เพื่อรักษาความสมดุด ของขาบานพับจอ ให้ทำงานพร้อมกันทั้ง 2 ด้าน และไม่ให้มีการทิ้งน้ำหนักไปทางด้านใด ด้านหนึ่ง ไม่อย่างนั้นขาที่บานพับจอ LCD จะเสื่อมเร็วและแตกหักได้ในเวลาต่อมา
clip_image006
ลักษณะที่ 2 เป็นการจับมุมขอบจอ LCD ทั้ง 2 ด้านและเปิดขึ้นด้วยน้ำหนักที่เท่ากัน ส่วนใหญ่แล้ววิธีนี้จะใช้กับ Notebook ที่มีขนาด 15” ขึ้นไป เพราะน้ำหนักของตัวเครื่องจะช่วยให้การเปิดบานพับของจอ LCD ง่ายขึ้นโดยที่ไม่ต้องใช้มือจับไปที่ตัวเครื่อง

การเปิดบานพับจอ LCD แบบไม่ถูกต้อง
clip_image008
clip_image010
เป็นการเปิดในลักษณะจับไปที่มุมด้านใดด้านหนึ่งนั้นจะทำให้ขาของบานพับมี ปัญหาตามมา หรือ ขึ้นอยู่กับอายุใช้งานของแต่ละเครื่องด้วยว่าจะอยู่กับคุณได้นานเพียงใด จากที่ผมได้เจอมา ช่วงเวลา 1 ปี ถึง 2 ปี ก็เริ่มที่จะมีปัญหาในส่วนนี้แล้ว อาการที่จะเห็นง่าย ๆ เลยคือ บานพับของจอจะเริ่มโยก/คลอนได้ ไม่แข็งแรงเหมือนเก่า หรือ ถ้าหนักไปกว่านั้นอาจจะถึงขั้นแตกหักทำให้ใช้งานไม่สะดวก หรือ ถึงขั้นใช้งานไม่ได้เลย และอาการที่เปิดจอแล้วลื่น ไม่ตั้งอย่างที่เรากำหนดไว้ ก็เกิดจากปัญหานี้ด้วย ดังนั้นใครที่ทำแบบนี้อยู่ ผมอยากให้คุณ ลองเปลี่ยนนิสัยที่เคยทำมาใหม่โดยใช้วิธีที่ 1 ดูแล้วคุณก็จะไม่ต้องมีนั่งเสียดายกับเรื่องที่ไม่ควรที่จะเกิด เงินที่ซ่อมอาการลักษณะแบบนี้ พูดได้เลยว่าใช้เงินไม่น้อยกว่า 1000 บาทแน่นอนครับ

บทความอื่นๆ>>> http://www.notebookspec.com

วิธีลงวินโดว์ใหม่โดยใช้ Key Windows License แท้ที่ติดมากับเครื่อง

เจอกันอีกแล้วนะครับ คราวนี้จะเป็นบทความที่เขียนลำบากมาก ซึ่งต้องทำจริง และเขียนไปพร้อมๆกัน เพื่อจะได้รู้ว่าใช้ประโยชน์ได้จริงไม่มั่ว บทความนี้สำหรับบางท่านที่ต้องการลง Windows ใหม่เองโดยที่ไม่ต้องการพึ่งวิธี Recovery ที่ติดมากับเครื่อง นั่นหมายความว่า บทความนี้จะเชื่อมโยงกับเครื่องที่มี Windows License แท้ที่ติดมากับเครื่องซึ่งคุณสามารถดู Product Key ที่ใต้เครื่องของคุณได้ ไม่ว่าจะเป็น Windows รูปแบบใดหรือประเภทใดก็สามารถที่จะใช้บทความนี้เป็นวิธีในการ Activate ที่แถมมากับเครื่องของคุณผ่านทางโทรศัพท์
ข้อดี คือ ไม่จำเป็นต้องมี Internet และไม่มีค่าใช้จ่ายให้การโทรศัพท์เพื่อทำการ Activate ใดๆทั้งสิ้น
ข้อเสีย คือ การทำวิธีนี้จำเป็นที่จะต้องใช้เบอร์โทรศัพท์ในการโทรเพื่อทำการ Activate เท่านั้น
ขั้นตอนต่อไป ทุกท่านที่เข้ามาอ่านบทความนี้ควรอ่านให้ละเอียดและปฏิบัติตามทีละข้อเพราะว่าอาจจะทำให้คุณเสียเวลาไปกับมันมากครับ
clip_image001
คลิกขวาที่ My Computer เลือกไปยัง Properties หรือ กดปุ่ม Start + Pause จากนั้นจะเข้าสู่หน้าต่าง System ของ Windows
clip_image002
สังเกตตรงหัวข้อ Windows activation จะเห็นว่าบางเครื่องก็จะเป็น 15 วัน หรือ 30 วันดังรูปให้คุณเลือกไปที่ 30 days to activate. Activate Windows now
image003
จากนั้นจะเข้าสู่หน้าตา Activate Windows now กดไปที่ หน้าตา Activate Windows online now แต่คุณห้ามต่อ Internet เป็นอันขาด เพราะว่าจะทำให้ Windows ไม่เข้าสู่หน้าจอ หน้าต่าง Activate ทางโทรศัพท์
image005
มาถึงขั้นตอนนี้ให้คุณนำ Product Key เครื่องของคุณมาใส่ลงไปในช่อง Product Key ดังรูป เสร็จจากนั้นให้กด Next
image006
รอสักครู่ จะมีหน้าต่างใหม่เด้งขึ้นมาเพื่อจะพาคุณไปสู่ขั้นตอน Activate ทางโทรศัพท์
image007
ให้คุณเลือกไปที่ Show me other ways to activate
clip_image008
เลือกไปที่ Use the automated phone system
clip_image009
เลือกให้เป็น Thailand จากนั้นกด Next
clip_image010
จากนี้คุณก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการ activate ผ่านทางโทรศัพท์
ขั้นตอนการ activate ผ่านทางโทรศัพท์
1 . ให้คุณโทรไปยังหมายเลข 001-800-2468-1668
2 . กด 1 เพื่อเลือกรับฟังข้อมูลเป็นภาษาไทย
3 . กด 1 เพื่อทำการ activate Windows
4 . ระบบจะถามหารหัสประจำตัวทั้งหมด 54 หลัก ซึ่งก็จะปรากฏอยู่บนหน้าจอของคุณแล้วระบบ Windows จะแบ่งเลขออกทั้งหมด 54 หลักทั้งหมด 9 ชุดๆละ 6 ตัวเลขให้คุณทำตามขั้นตอนตามระบบได้เลย โดยระบบจะถามรหัสเป็นชุดไปเรื่อยๆ สมมุติว่ากดเลขชุดที่ 1 เสร็จเรียบร้อย ระบบก็จะถาม ให้คุณกด 1 เพื่อกรอกหมายเลขในชุดที่ 2 ต่อไปเรื่อย ๆจนครบ 9 ชุด จากนั้นถือสายรอประมาณ 1 นาที อย่าวางสายเป็นอันขาดเพราะจะทำให้คุณเสียเวลาเริ่มต้นใหม่ตั้งแต่ขั้นตอนที่ 1
clip_image011
5 . จากนั้นระบบจะรหัส activate ทั้งหมด 48 หลักมาให้คุณกรอกลงไปในช่องว่างที่แบ่งไว้เป็นชุดของตัวอักษร A-H หลังจากกรอกครบเรียบร้อยให้คุณ
clip_image012
เพียงเท่านี้ระบบก็จะทำการ activate Windows ให้กับเครื่องของคุณอย่างเสร็จสมบูรณ์ครับ มีปัญหาติดขัดช่วงไหนคุณสามารถ Comment มาด้านล่างได้เลยนะครับ สวัสดีครับ

บทความอื่นๆ>>>http://www.notebookspec.com

วิธีการติดตั้ง Windows 7 ทั้ง 32 & 64 Bits ในเครื่องเดียวกัน

หลายๆท่านคงคุ้นเคยกับการติดตั้งระบบปฏิบัติการของ Windows 7 มากันบ้างแล้ว ขั้นตอนต่อไปที่ผมจะบอกในบทความนี้จะเป็นการรวมระบบปฏิบัติการทั้ง 32 Bit และ 64 Bit ไว้ในเครื่องเดียว โดยขั้นตอนนั้น ก็ไม่ได้ยาก ถ้าคนที่เคยลง Windows แบบ 2 ระบบในเครื่องเดียวกันก็คงจะรู้ว่าวิธีและขั้นตอนในการแยก Drive ของ Windows เป็นอย่างไร เพราะขั้นตอนนี้ผมจะให้ระบบทั้ง 2 แบบนี้ อยู่กันคนล่ะ Drive เนื่องจาก ไม่อยากให้ระบบ 2 ตัวนี้ตีกันและช่วยลดปัญหาในคราวหน้าที่จะทำการติดตั้งระบบใหม่อีก คุณได้ทำการ Format เพียง Drive นั้นเพียง Drive ระบบที่เหลืออีก ระบบจะได้ไม่ต้องไปยุ่งให้มันปวดหัวครับ
สิ่งที่คุณต้องเตรียมคือ แผ่น Windows 7 ทั้ง 32 Bit และ 64 Bit เพียงเท่านี้คุณก็จะสามารถติดตั้งลงได้ในเครื่องเดียวกัน
เริ่มจากการติดตั้ง Windows 7 แบบ 32 Bit กันก่อน
ให้คุณตั้งค่าใน Bios ให้ CD เป็นตัวบูตเริ่มหรือถ้ามี Key ที่ช่วยกด Boot Menu ขึ้นมาเลยก็ยิ่งดีครับ
image001
ผมจะตัดมาถึงตอนเลือกภาษาเลยนะครับเนื่องจากว่าบทความนี้จะเป็นความสั้นง่าย เลือกภาษาที่ต้องการเสร็จแล้วให้กด Next
image003
กด Install Now
image005
เลือกไปที่ I Accept เพื่อยอมรับข้อตกลง จากนั้นกด Next
image007
เลือกไปที่ Custom (advanced)
image009
ให้คุณสังเกตในรูปดูว่ายังไม่มี Partition ในเครื่องเนื่องจากยังไม่ได้ทำการแบ่ง Partition ใด ๆ สำหรับคนที่มีข้อมูลอยู่ในเครื่องแนะนำว่าให้ Backup ไว้ก่อน กันข้อมูลสูญหายครับ ต่อไปให้คุณเลือกไปที่ Drive Options (advanced) เพื่อทำการแบ่ง Partition ตามความต้องการ
image011
กด New เพื่อสร้าง Partition ใหม่ให้กับเครื่องของคุณ
image013
ใส่จำนวนขนาดที่คุณต้องการ ในรูปคือผมจะแบ่งไว้ที่ 50 GB สำหรับ Windows 32 Bit เสร็จการแบ่งแล้วให้คุณ กด Apply เพื่อจบการทำงานในขั้นตอนนี้ครับ
image015
หลังจากที่กด Apply แล้วจะมีข้อความเด้งขึ้นให้คุณกดไปที่ Ok ได้เลยครับ
image017
ในส่วนของ Partition Windows 64 Bit ก็ทำขั้นตอนเดียวกันกับวิธีด้านบนครับ ส่วน Partition นี้ผมก็จะแบ่งไปที่ 50 GB เหมือนเดิมครับ
image019
ในส่วนที่เหลือจากการแบ่ง Partition แล้วผมจะแบ่งไว้เป็น Partition เก็บข้อมูลไปเลยครับ
image021
เสร็จจากการแบ่ง Partition แล้วให้คุณไปคลิกที่ Partition 50 GB แรกเพื่อที่เราจะมาทำการ Format ของ Partition นี้
ให้คุณกดไปที่ปุ่ม Format ได้เลยครับ
image023
หลังจากกดปุ่ม Format แล้วจะมีข้อความเด้งถามยืนยันการ Format ครับ
image025
หลังจาก Format เรียบร้อย ให้คุณกด Next เพื่อทำการติดตั้ง Windows 7 ได้เลย
image027
image029
เสร็จจากการติดตั้งระบบ Windows 7 แบบ 32 Bit แล้วให้คุณเตรียมแผ่น Windows 7 แบบ 64 Bit เพื่อทำการติดตั้งในขั้นตอนต่อไปครับ ใส่แผ่นไปได้เลยครับ จากนั้นทำการ Restart เครื่องแล้วตั้งบูตไปที่ CD เหมือนการติดตั้ง Windows ใหม่ครับ
image031
ทำเหมือนขั้นตอนที่คุณติดตั้ง Windows 32 Bit ทุกอย่างครับ
image033
เลือกไปที่ Partition ของ 50 GB ที่ 2 ครับจากนั้นให้คุณทำการ Format Partition นี้ แล้วกด Next เพื่อทำการติดตั้ง Windows แบบ 64 Bit ครับ
image035
เสร็จจากการติดตั้งแล้วเครื่องจะทำการ Restart แล้วบูตขึ้นใหม่จากนั้น จากนั้นจะมีหน้า Windows Boot Manager มาให้คุณเลือก สังเกตว่าจะมีให้คุณเลือก 2 ตัวซึ่งชื่อนั้นจะเหมือนกันด้วย แต่ให้รู้ไว้ว่า Windows 7 แบบ 64 Bit จะอยู่บนสุด และ Windows 7 แบบ 32 Bit จะอยู่ล่างสุด…ขอให้ทุกท่านโชคดีครับ

Editor : Dong
Writer : Vampires101


 http://www.notebookspec.com